ชมความงดงามสุดอัศจรรย์แต่แฝงไปด้วยอันตราย บนปากปล่องภูเขาไฟคาวาอีเจี้ยน อินโดนีเซีย ที่ที่มีทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์สวยสะกดทุกสายตา

คาวาอีเจี้ยน (Kawah Ijen) เป็นภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะชวา ภูเขาไฟแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบการผจญภัยทั้งหลายที่เดินทางมาเยือนอินโดนีเซีย เพราะบริเวณปากปล่องนั้นมีความอัศจรรย์แห่งธรรมชาติอยู่ 2 อย่าง คือ 1. ปรากฏการณ์เปลวไฟสีน้ำเงินจากเหมืองกำมะถัน (สามารถเห็นได้ในเวลากลางคืนเท่านั้น) และ 2. ทะเลสาบกำมะถันสีเทอร์ควอยซ์ที่สวยงามมาก ๆ แต่ก็อันตรายมากเช่นกัน เพราะมีความเป็นกรดสูงที่สุดในโลก !

ส่วนการเดินทางไปชมนั้น แน่นอนว่าไม่ง่าย เพราะระยะทางจากเชิงเขาไปถึงปากปล่องนั้นไกลประมาณ 3-4 กิโลเมตร ต้องเดินเท้าประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งผู้รักการผจญภัยส่วนใหญ่มักจะเดินทางขึ้นไปบนปากปล่องในช่วงเช้ามืด เพื่อที่จะได้ยลทั้งเปลวไฟสีน้ำเงินยามที่ฟ้ายังมืดอยู่ และความงดงามของทะเลสาบเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นนั่นเอง

ลุย ภูเขาไฟโบรโม่-คาวาอีเจี๊ยน ที่อินโดนีเซีย อย่างเซียน
“โบรโม่” ภูเขาไฟที่ยังมีชีวิต 1 ใน 400 ลูกของประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ที่เมือง Probolingo หมู่เกาะ East Java ที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ภูเขาไฟโบรโม่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากใน หมู่นักท่องเที่ยวที่มีหัวใจรักการผจญภัย ด้วยความที่ตั้งอยู่สูงเหนือน้ำทะเลกว่า 2,392 เมตร ทำให้ทิวทัศน์โดยรอบสวยงามแปลกตาจนที่นี่ติด 1 ใน 10 ที่เที่ยว ยอดนิยมของอินโดนีเซีย ถือเป็นประตูสู่ธรรมชาติที่ลึกลับน่าค้นหา

การเดินทางไป ภูเขาไฟโบรโม่

เริ่มต้นการเดินทางจากสนามบิน Juanda International Airport ในเมืองสุราบายา เมืองที่อยู่ใกล้กับภูเขาไฟโบรโม่มากที่สุด สามารถใช้บริการแอร์พอร์ตบัสจาก Juanda International Airport ไปยังสถานีขนส่ง Bungur Asih เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองโปรโบลิงโก้ก่อนจะต่อรถไฟ ยังหมู่บ้านเซโมโร ลาวังที่ตั้งอยู่บริเวณขอบปากของแอ่งภูเขาไฟ นักท่องเที่ยวจะต้องมีการเตรียมตัวที่ดีเริ่มตั้งแต่การเดินทางจากสุราบายาเพื่อเข้าสู่เมืองโปรโบลิงโก้ และส่วนมากจะหาที่พักแรมกันในหมู่บ้านเซโมโร ลาวังเพื่อจะได้ทันชมพระอาทิตย์ยามเช้า รวมไปถึงการได้เดินทางไปชื่นชมวิวสวย ๆ บนปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่

เวลาที่สวยที่สุดของภูเขาไฟโบรโม่

ผู้คนส่วนใหญ่มักรีบเดินทางมาให้ถึงปากปล่องภูเขาไฟก่อนที่ฟ้าจะสางเริ่มกันตั้งแต่เวลาตี 3 ในยามเช้า จับจองที่เพื่อรอชื่นชมความสวยงามของแสงแรกของวัน ที่เริ่มส่องแสงอบอุ่นไล่ความสว่างจากยอดเขา ลงมายังพื้นราบเบื้องล่าง ให้เหล่านักเก็บภาพได้เก็บทุกความประทับใจอย่างเต็มอิ่ม

สำหรับนักปีนเขาหรือผู้ที่ต้องการท้าทายภูเขาไฟโบรโม่

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะพิชิตยอดภูเขาไฟ โบรโม่ สามารถเดินหรือใช้บริการเช่าม้าขี่ไปยังเนินเขา ค่าเช่าม้าประมาณ 250 – 300 บาท แล้วต้องเดินต่อ ขึ้นบันไดที่ลาดชันตามแนวเขาอีกประมาณ 200 เมตร จึงจะพบกับทางเดินรอบปากปล่องภูเขาไฟซึ่งถือเป็นไฮไลท์ ของทริปนี้ ด้วยความยิ่งใหญ่ของตัวภูเขาไฟ และความ เวิ้งว้างของทิวทัศน์รอบ ๆ และวิวมุมสูงที่แสนแปลกตา ทำให้คุณอยากจะใช้เวลานาน ๆ เพื่อเก็บความประทับใจ ด้านบนนี้ผ่านทั้งภาพถ่ายและความทรงจำจนเต็มอิ่ม แต่ก็ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควรในระหว่าง การเดินชมเนื่องจากบริเวณนั้นเป็นสันทรายที่ค่อนข้างลื่น และอันตรายเพราะอยู่ในแนวสูง และเต็มไปด้วยหมอกควัน สีขาวพวยพุ่งจากปากปล่องภูเขาไฟ ควันเหล่านี้ที่ชาว บ้านในพื้นที่เรียกกันว่า “ลมหายใจของเทพเจ้า จากภูเขา ที่ยังมีชีวิต”

Tip อุณหภูมิค่อนข้างหนาวเย็นในช่วงเวลากลางคืนและช่วงเช้ามืด ควรเตรียมเสื้อกันหนาว กางเกงขายาวและเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับการปีนเขาหรือการเดินเท้าในระยะไกล ๆ

เขาไฟคาวาอีเจ๊ยน (Kawah ijien)
อีกหนึ่งที่ที่ไม่ควรพลาดหากมีโอกาสได้ไปเยือนโบรโม่ คือ ภูเขาไฟคาวาอีเจี้ยน (Kawah ijen) เพราะทะเลสาบบนปากปล่องอดีตภูเขาไฟสีเทอร์ควอยซ์แห่งนี้มีความงามน่าอัศจรรย์ซ่อนอยู่ ที่นี่อยู่ห่างจากโบรโม่ออกไปทางตะวันออกประมาณ 200 กม. โดยต้องเดินทางต่อไปที่เมืองBondowoso ที่ถือเป็นประตูสู่ Kawah Ijen ผู้คนมักจะหาที่พักกันที่นี่ นอนเอาแรงสำหรับการผจญภัยยามค่ำคืนเพื่อไปชม Blue flame หรือแสงไฟสีฟ้าของภูเขาไฟคาวาอีเจี้ยนตั้งแต่ตอนตี 1 จุดเริ่มต้นของการเดินเท้าจะอยู่ที่ Paltuding ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์จากตัวเมืองประมาณ 45 นาที ไปยัง Paltuding เพื่อเดินเท้าระยะทาง 3 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางความมืดมิดทำให้เราได้เห็นรายละเอียดของท้องฟ้ามากขึ้นทั้งกลุ่มดาวสวย ๆ และทางช้างเผือกที่คู่ควรแก่การเก็บภาพสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการเดินทางครั้งนี้คือไฟฉายและสภาพ

ร่างกายที่พร้อมเผชิญความเหน็ดเหนื่อยและอากาศที่ค่อนข้างเย็น ที่สำคัญคือควรมีผ้าปิดจมูกกันกลิ่นฉุนกำมะถันของที่นี่ ที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายหากสูดดมเข้าไปในปริมาณมาก สำหรับคนที่กังวลเรื่องการเดินทางสามารถจ้างไกด์ท้องถิ่นจาก Paltuding เพื่อนำทางและให้รายละเอียดต่าง ๆ ได้โดยสามารถต่อรองราคาได้เลยระหว่างทางอาจจะเจอชาวบ้านในพื้นที่แบกก้อนกำมะถันผ่านไปมา เพราะที่นี่ถือเป็นแหล่งผลิตกำมะถันแหล่งใหญ่ของอินโดนีเซีย พอเดินทางไปถึงบริเวณทะเลสาบแล้วจะสังเกตเห็นแสงไฟสีฟ้าสดที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างสวยงามน่าตื่นตา Blue flame เหล่านี้คือเปลวไฟที่เกิดจากการเผาไหม้ของกำมะถันที่ก้นปล่องอดีตภูเขาไฟ และเมื่อแสงสว่างของดวงอาทิตย์เริ่มสาดแสงก็จะพบกับทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ขนาดย่อม ๆ ที่สวยงามคุ้มค่าแก่การเดินทางแน่นอน